บิ่ญถ่วน (Binh Thuan) เป็นจังหวัดทางชายฝั่งตอนกลางใต้ของเวียดนาม ตั้งอยู่ห่างจากนครโฮจิมินห์ไปทางเหนือประมาณ 200 กิโลเมตร มีแม่น้ำหลายสายที่ไหลจากพื้นที่สูงลงสู่มหาสมุทร พื้นที่ทางการเกษตรมีความอุดมสมบูรณ์เป็นอย่างยิ่ง ผืนป่าปกคลุมพื้นที่กว่าครึ่งหนึ่งของจังหวัด ซ่อนเส้นทางบนภูเขาที่คดเคี้ยวและระบบนิเวศอันลึกลับเอาไว้
บิ่ญถ่วนมีทุกสิ่งทุกอย่างพร้อมสรรพ ไม่ว่าจะเป็นทุ่งหญ้ากว้างใหญ่สำหรับตั้งแคมป์ โบราณสถานของชาวจามให้ได้สำรวจ อุทยานแห่งชาติสำหรับเดินป่า และบาร์สำหรับแบ็คแพ็คเกอร์เพื่อทำความรู้จักกับเพื่อนร่วมเดินทาง แต่จังหวัดที่แห้งแล้งแห่งนี้เป็นที่รู้จักมากที่สุดในเรื่องของชายหาดและสภาพอากาศที่เป็นใจ ลองมาเยือนในช่วงฤดูแล้งระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเมษายนเพื่อสัมผัสสายลมอันอบอุ่นและท้องฟ้าที่ปราศจากเมฆหมอก แต่ความจริงก็คือที่นี่แทบจะไม่มีฝนตกเลยแม้ในช่วงฤดูฝนก็ตาม
สภาพอากาศที่บิ่ญถ่วนนั้นเหมาะสำหรับการอาบแดดและเล่นน้ำอยู่เสมอ และนี่คือ 5 ชายหาดที่ดีที่สุดของจังหวัดนี้
หาดบ๊ายรังเป็นหนึ่งในชายหาดที่ได้รับการพัฒนาและเข้าถึงได้ง่ายที่สุดในจังหวัด ตั้งอยู่ห่างจากใจกลางมุยเน่ (Mui Ne) เพียง 15 กิโลเมตร หาดบ๊ายรังทอดตัวโค้งเหมือนบูมเมอแรงภายใต้ร่มเงาของขุนเขา เม็ดทรายละเอียดสีเหลืองนวลตัดกับแมกไม้ดึกดำบรรพ์อันหนาทึบบนเนินเขา เทือกเขาสีเขียวขจีเหล่านี้โอบล้อมชายหาดไว้ราวกับจะปกป้อง ก่อเกิดเป็นอ่าวที่เงียบสงบ ตื้น และปลอดภัย ซึ่งน้ำทะเลใสสะอาดจนมองเห็นด้านล่างได้อย่างทะลุปรุโปร่งเนื่องจากไม่มีตะกอนมารบกวน
แม้จะดูมีชีวิตชีวา แต่คำว่า "บ๊ายรัง" หากแปลตรงตัวจะมีความหมายว่า "หาดมรณะ" เนื่องจากมีแนวปะการังที่ตายแล้วและฟอกขาวอยู่เป็นจำนวนมาก การดำน้ำตื้นเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการสำรวจดินแดนมหัศจรรย์ที่เป็นหินเหล่านี้ แต่น้ำทะเลก็ใสพอที่จะมองเห็นปะการังใต้ฝ่าเท้าได้เพียงแค่เดินลุยน้ำเข้าไป
หาดบ๊ายรังยังคงเป็นชุมชนประมงเป็นส่วนใหญ่ และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ควรพลาดของเมือง เวลาที่ดีที่สุดในการมาเยือนหมู่บ้านชาวประมงคือช่วงเช้าตรู่หรือช่วงเย็น การได้เดินทอดน่องไปตามถนนภายใต้แสงแดดอันงดงาม เฝ้ามองชาวประมงที่เดินทางกลับมาจากแดนไกล เรือที่บรรทุกอาหารทะเลสดๆ มาเต็มลำ และเสียงซื้อขายแลกเปลี่ยนในหมู่บ้านนั้นไพเราะราวกับบทเพลง หากมาเยือนในช่วงเย็น คุณจะได้ผ่อนคลายริมชายหาด เพลิดเพลินกับพระอาทิตย์ตกดิน และลิ้มลองอาหารทะเลรสเลิศที่ปรุงโดยคนในท้องถิ่น
ที่มา: อินเทอร์เน็ต
หาดทวนกวีเปรียบเสมือนอีกขั้วหนึ่งของหาดบ๊ายรัง ด้วยทัศนียภาพที่รกร้างและห่างไกลซึ่งยังไม่ถูกรบกวนจากการพัฒนาครั้งใหญ่ ถนนที่มุ่งสู่ชายฝั่งตัดผ่านพื้นที่เกษตรกรรมอันกว้างใหญ่ ฟาร์มและทุ่งนาค่อยๆ หลีกทางให้ทิวไม้ก่อนจะถึงผืนทราย
ถัดจากชายหาด กลุ่มโขดหินรูปทรงกลมมนซ้อนทับกันในขนาด รูปร่าง และสีสันที่แตกต่างกัน หินขอบมนเหล่านี้ผ่านการกัดเซาะและกระแสน้ำกัดเซาะมานานหลายศตวรรษ โผล่พ้นขึ้นมาจากผืนดินในโทนสีเหลืองอมน้ำตาลดูคล้ายกระดูกสะโพกและกระดูกสะบัก บางส่วนได้กลายรูปเป็นทรงแปลกตาตามกาลเวลา อย่าลืมมองหา "หัตถ์พระพุทธเจ้า" ซึ่งเป็นจุดเช็คอินอันเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่น
หาดทวนกวีเป็นที่นิยมในหมู่ผู้คนช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ แต่ในวันธรรมดาจะค่อนข้างเงียบสงบ ที่นี่สามารถตั้งแคมป์ได้ และวันธรรมดาถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะที่สุด หากไม่นับช่วงเช้าตรู่ของชาวประมงแล้ว โลกที่นี่จะเงียบสงบและเต็มไปด้วยหมู่ดาวพราวระยับ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการหลบหนีมาพักผ่อนในบรรยากาศเขตร้อน
ที่มา: อินเทอร์เน็ต
ฮอนรอมแปลว่า "ฟาง" ซึ่งเป็นชื่อเล่นของชายหาดแห่งนี้จากโทนสีที่เป็นเอกลักษณ์ ที่นี่คือผืนทรายสีเหลืองแถบแคบๆ บริเวณเชิงเขาฮอนรอม ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง หญ้าบนภูเขาจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองราวกับฟางแห้ง และเผยให้เห็นดินทรายด้านล่างในเฉดสีราวกับทะเลทราย
ในยามเช้าและยามเย็น ชายหาดบริเวณนี้ให้ความรู้สึกสดใสราวกับแสงแดดเขตร้อนที่เริงระบำ แต่ในยามบ่ายที่ร้อนระอุ ต้นกระบองเพชรและพุ่มไม้หนามที่ผุดขึ้นจากผืนดินจะให้บรรยากาศที่เปลี่ยนไป โขดหินรูปทรงแปลกตาที่ถูกคลื่นกัดเซาะกระจัดกระจายอยู่ตามภูมิประเทศสีเหลืองอ่อน ด้วยน้ำทะเลที่ใสราวกับคริสตัล บรรยากาศรอบข้างที่เงียบสงบ และสวนผลไม้อันเขียวชอุ่ม ทำให้ชายหาดแห่งนี้เป็นสถานที่ในฝันสำหรับคู่รักและครอบครัวที่จะมาร้องเพลงและปิกนิกท่ามกลางแสงสีทองยามพระอาทิตย์ตกดิน
ที่มา: Instagram - jujudemilneuf
บ๊ายนอเป็นชายหาดที่เดินทางเข้าถึงได้ยาก ซึ่งนักท่องเที่ยวผู้รักการผจญภัยต้องเดินทางผ่านเส้นทางลาดชันและเต็มไปด้วยต้นหญ้าจากถนนเลียบชายฝั่งของเกาะฟู้กวี๋ (Phu Quy Island) ชายหาดแห่งนี้เป็นหนึ่งในชายหาดที่สวยงามและบริสุทธิ์ เปรียบเสมือนเจ้าหญิงนิทราแห่งเกาะฟู้กวี๋
แต่บ๊ายโญ๋ (Bai Nho) ก็คุ้มค่าแก่การเดินทางไปเยือนอย่างไม่ต้องสงสัย ชายหาดอันเวิ้งว้างแห่งนี้ถูกลมและสภาพอากาศพัดผ่านจนไม่มีต้นไม้ หลงเหลือไว้เพียงธรรมชาติในรูปแบบที่ดิบที่สุด โขดหินสีดำตั้งตระหง่านตัดกับทรายสีขาวสว่าง น้ำทะเลใสสะอาดในเขตน้ำตื้นแต่จะเริ่มทึบแสง เข้มข้น และดูลึกลับเมื่อลึกขึ้น หินภูเขาไฟสีดำเริ่มโผล่พ้นน้ำราวกับเป็นลางบอกเหตุในจุดที่พื้นทะเลลดระดับลงและคลื่นเริ่มมีกำลังแรงและปั่นป่วน
หน้าผาขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ใกล้ทะเล เมื่อยามที่คลื่นซัดและน้ำขึ้นน้ำลง ก็เกิดเป็นแอ่งตรงกลางขึ้นมา และกลายเป็น "สระว่ายน้ำน้ำเค็ม" อันน่าอัศจรรย์ การมาเยือนที่นี่ในช่วงเดือนมิถุนายนซึ่งเป็นช่วงที่ท้องฟ้าสดใส แสงแดดเจิดจ้า และน้ำทะเลสีฟ้าใสสงบ นักท่องเที่ยวจะสามารถถ่ายภาพสวยๆ ได้มากมายเพื่อเก็บไว้เป็นความทรงจำที่แสนงดงาม
ชายหาดเคกามีลักษณะคล้ายกับสวนหินธรรมชาติ ผืนทรายราบเรียบขนาดใหญ่ที่ถูกโอบล้อมด้วยหน้าผาอันสูงชัน กระแสน้ำที่สงบและอ่อนโยนถูกขัดจังหวะด้วยกลุ่มโขดหินขนาดยักษ์ที่ถูกมหาสมุทรกัดเซาะมานานหลายยุคหลายสมัยจนกลายเป็นรูปทรงแปลกตาและหลากหลาย ขอบหินโค้งมนดูนุ่มนวลราวกับก้อนเมฆและฟองคลื่น หินก้อนใหญ่เหล่านี้ซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ สลับสีสัน ทั้งสีน้ำตาลอิฐและสีส้มดินเผาที่ตัดกับสีฟ้าครามของมหาสมุทร ลองปีนขึ้นไปบนจุดสูงเพื่อชมพระอาทิตย์ตกดินที่ย้อมโลกใบนี้ให้กลายเป็นสีแดงอมส้มอันงดงาม
ในช่วงที่น้ำลด คุณสามารถเดินเท้าเป็นระยะทาง 500 เมตรไปยังเกาะหินหยักซึ่งเป็นที่ตั้งของประภาคารขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านท้าลม ประภาคารแห่งนี้เป็นทั้งประภาคารที่เก่าแก่ที่สุดและสูงที่สุดในประเทศ เป็นความสง่างามทางสถาปัตยกรรมที่ตั้งอยู่อย่างภาคภูมิใจตัดกับขอบฟ้า โผล่พ้นขึ้นมาราวกับประติมากรรมอันล้ำค่าท่ามกลางแมกไม้และดอกไม้บนเกาะ
ลองท้าทายตัวเองด้วยการขึ้นบันไดวน 184 ขั้นไปยังยอดประภาคารเพื่อชมทัศนียภาพของท้องทะเลจากมุมสูง จากจุดชมวิวนี้ ท้องฟ้าและทะเลจะกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกัน ประภาคารที่เคยสูงใหญ่บัดนี้กลายเป็นเพียงจุดเล็กๆ ท่ามกลางจักรวาลแห่งสีเทา สีเขียว และสีน้ำเงิน